เฉยเชยจริงๆเลยครับต้องยอมรับว่าตกข่าวอย่างมากเพราะเมื่อพูดถึงหุ่นยนต์ ผมก็มักเห็นภาพ ASIMO ลอยมาแต่ไกลแถม version ล่าสุด ASIMO ก็สามารถวิ่งได้แล้วการวิ่งต่างจากเดินเร็ว ตรงที่ต้องขาลอยกลางอากาศพร้อมกันทั้งสองขามัวแต่ชื่นชมฝีมือต่างชาติ หารู้ไม่ ฝีมือคนไทยก็ใช่ย่อยแต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมก็ถึงบางอ้อ แม้จะไปบางมดก็ตามเอะ! ยังไง ไปบางมด หรือไปบางอ้อคืองี้ครับ สัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสไปเยี่ยมสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)สถาบันนี้ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า FIBO เกิดจากลูกบ้าของ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่เลือกรับเงินเดือนไม่กี่พัน ทำงานสอน งานพัฒนาหุ่นยนต์ของคนไทย แทนที่จะไปรับเงินเดือนหลายหมื่นดอลลาร์ในต่างประเทศและวันนี้ ดูเหมือนหุ่นยนต์จาก FIBO แห่งนี้จะมีโอกาสไปแข่งในเวทีระดับโลกอีกครั้งที่ผมประทับใจคือ ชื่อหรือรุ่นของหุ่นยนต์ครับเพราะแทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษ ดูอินเตอร์ๆแต่ทีมงานกลับเลือกใช้ชื่อที่ “ไทยมากๆ” นับตั้งแต่ “ส้มจุก” หุ่นยนต์ตัวแรก ที่ขนาดเท่าคน และมีเพียงครึ่งตัวล่าง ที่ตอนนั้นเน้นทำวิจัยการทรงตัวเป็นอันดับแรกหลังจากนั้น ก็หันมาพัฒนาหุ่นยนต์ Humaniod (คือรูปร่างคล้ายมนุษย์) ในขนาดเล็กลงในชื่อ “ใจดี” “จี๊ด” “กาละแม” และรุ่นล่าสุดชื่อ “พอดี” “ใจดี” หนัก 3.3 กิโลกรัม สูง 45 เซ็นติเมตร เคยเข้าแข่งขัน [...]
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ซีทีเอเชียฯเล็งส่งออกหุ่นยนต์ไทย
ผู้ผลิตหุ่นยนต์ไทย ใจถึง ซีที เอเชีย โรบอร์ต เผยอีก 3 ปี เตรียมพาหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุไทยเจาะตลาดญี่ปุ่น
นายเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีที เอเชีย โรบอร์ติกส์ ผู้ผลิตหุ่นยนต์เพื่อการพาณิชย์ เปิดเผยว่า แผนการตลาดในระยะยาวของบริษัทภายใน 3 ปี คือ เตรียมส่งออกหุ่นยนต์สำหรับดูแลผู้สูงอายุไปตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตสัดส่วนประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นจะเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสัดส่วนในตลาดหุ่นยนต์โลกมากเป็นอันดับหนึ่ง ถึง 46% ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก ต่างจากประเทศไทยที่ตลาดหุ่นยนต์ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร และการดูแลผู้สูงอายุคนไทยจะพึ่งคนงานหรือแม่บ้านในการดูแลมากกว่า
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2553 บริษัทมีแผนผลิตหุ่นยนต์เชิง เอนเตอร์เทนเมนต์ ชื่อ "Interaction Endutainment Robot" ที่เน้นให้ความรู้และความบันเทิงแก่มนุษย์ อย่างหุ่นยนต์สอนหนังสือ หรือให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โดยจะ เห็นหุ่นยนต์ประเภทนี้ตามศูนย์วิทยาศาสตร์ เช่น ทีเค พาร์ค
นายเฉลิมพล กล่าวต่อว่า บริษัทได้เปิดตัวหุ่นยนต์ต้นแบบตัวแรกของประเทศไทย ชื่อ "น้องดินสอ" โดยรุ่นแรกจะเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ เสิร์ฟอาหาร โดยเจาะกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าที่ต้องการใช้งานหุ่นยนต์ในการให้ความบันเทิงและสร้างสีสัน โดยหุ่นยนต์รุ่นดังกล่าว มีต้นทุน การผลิตประมาณตัวละ 3 ล้านบาท
ปัจจุบันนี้ลูกค้ารายแรก ของบริษัท คือ บริษัท เอ็มเค เรสเตอรอง ที่ลงนามสั่งซื้อหุ่นยนต์ไปใช้เสิร์ฟอาหารจำนวน 10 ตัว ซึ่งจะให้บริการหมุนเวียนตามสาขาต่างๆ ของเอ็มเคกว่า 300 สาขา ราคาประมาณตัวละ 1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าหุ่นยนต์รุ่นนี้จะเริ่มให้บริการได้ประมาณไตรมาส 2 ของ ปีหน้า
นอกจากนี้ช่วงกลางปีหน้ายังมีแผนจะนำ "น้องดินสอ" ไปโชว์ตัวในงานโรบอต เอ็กซ์โป ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ ในปี 2562 คาดว่า ทุก ครัวเรือนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะมีหุ่นยนต์ประจำบ้าน และอีกไม่ เกิน 20 ปีข้างหน้า ตลาดหุ่นยนต์โลกจะใหญ่กว่าตลาดรถยนต์ และคาดว่าปี 2568 ภาพรวมของตลาดหุ่นยนต์จะมีมูลค่าถึง 2.19 ล้านล้านบาท
นายเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีที เอเชีย โรบอร์ติกส์ ผู้ผลิตหุ่นยนต์เพื่อการพาณิชย์ เปิดเผยว่า แผนการตลาดในระยะยาวของบริษัทภายใน 3 ปี คือ เตรียมส่งออกหุ่นยนต์สำหรับดูแลผู้สูงอายุไปตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตสัดส่วนประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นจะเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสัดส่วนในตลาดหุ่นยนต์โลกมากเป็นอันดับหนึ่ง ถึง 46% ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก ต่างจากประเทศไทยที่ตลาดหุ่นยนต์ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร และการดูแลผู้สูงอายุคนไทยจะพึ่งคนงานหรือแม่บ้านในการดูแลมากกว่า
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2553 บริษัทมีแผนผลิตหุ่นยนต์เชิง เอนเตอร์เทนเมนต์ ชื่อ "Interaction Endutainment Robot" ที่เน้นให้ความรู้และความบันเทิงแก่มนุษย์ อย่างหุ่นยนต์สอนหนังสือ หรือให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โดยจะ เห็นหุ่นยนต์ประเภทนี้ตามศูนย์วิทยาศาสตร์ เช่น ทีเค พาร์ค
นายเฉลิมพล กล่าวต่อว่า บริษัทได้เปิดตัวหุ่นยนต์ต้นแบบตัวแรกของประเทศไทย ชื่อ "น้องดินสอ" โดยรุ่นแรกจะเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ เสิร์ฟอาหาร โดยเจาะกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าที่ต้องการใช้งานหุ่นยนต์ในการให้ความบันเทิงและสร้างสีสัน โดยหุ่นยนต์รุ่นดังกล่าว มีต้นทุน การผลิตประมาณตัวละ 3 ล้านบาท
ปัจจุบันนี้ลูกค้ารายแรก ของบริษัท คือ บริษัท เอ็มเค เรสเตอรอง ที่ลงนามสั่งซื้อหุ่นยนต์ไปใช้เสิร์ฟอาหารจำนวน 10 ตัว ซึ่งจะให้บริการหมุนเวียนตามสาขาต่างๆ ของเอ็มเคกว่า 300 สาขา ราคาประมาณตัวละ 1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าหุ่นยนต์รุ่นนี้จะเริ่มให้บริการได้ประมาณไตรมาส 2 ของ ปีหน้า
นอกจากนี้ช่วงกลางปีหน้ายังมีแผนจะนำ "น้องดินสอ" ไปโชว์ตัวในงานโรบอต เอ็กซ์โป ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ ในปี 2562 คาดว่า ทุก ครัวเรือนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะมีหุ่นยนต์ประจำบ้าน และอีกไม่ เกิน 20 ปีข้างหน้า ตลาดหุ่นยนต์โลกจะใหญ่กว่าตลาดรถยนต์ และคาดว่าปี 2568 ภาพรวมของตลาดหุ่นยนต์จะมีมูลค่าถึง 2.19 ล้านล้านบาท
ฟีโบ้นำทีมศึกษายุทธศาสตร์หุ่นยนต์ไทย
จากกระแสความตื่นตัวในเทคโนโลยีทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และความสำเร็จของเยาวชนที่ได้รับรางวัลจากการเข้าร่วมแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนามจัดทำร่าง “ยุทธศาสตร์หุ่นยนต์ไทย” เพื่อใช้สำหรับกำหนดทิศทาง เป้าหมาย กลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆในการสร้างความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในด้านวิทยาการหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ เพื่อส่งเสริมให้มีศักยภาพทางด้านการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้วิทยาการหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของประเทศ ตลอดจนทำให้มีความสามารถทางการแข่งขันทางด้านการวิจัยพัฒนา และประยุกต์ใช้วิทยาการหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติกับนานาประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มผลผลิตและเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยเริ่มกิจกรรมนำร่องในระยะเวลา 5 ปีระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2555 คณะนักวิจัยประกอบด้วย
สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีรศ.ดร.สยาม เจริญเสียง ประธานโครงการ รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาโครงการดร.วรพจน์ อังกสิทธิ์ นักวิจัย ดร.อาบทิพย์ ธีรวงศ์กิจ นักวิจัยคุณพีรศิลป์ สันธนะพันธ์ ผู้ช่วยนักวิจัยคุณคมกฤช ทิพย์เกษร ผู้ช่วยนักวิจัยคุณอนุสรา มีชัย ผู้ประสานงานคุณวนิดา อิ่มทอง ผู้ประสานงานคุณณัฏฐา รักการดี ผู้ประสานงาน
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักวิจัย
งานที่ได้ดำเนินการในส่วนแรกเป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 – ปัจจุบัน เพื่อให้ทราบสถานภาพที่แท้จริงของประเทศเกี่ยวกับวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้านต่างๆได้แก่ ด้านการศึกษา เป็นการสำรวจหลักสูตรที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ในระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา พร้อมจำนวนบุคลากรที่ผลิตได้เพื่อรองรับสายงานทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ด้านการวิจัยและพัฒนา ได้ทำการสำรวจงานวิจัยต่างๆทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และส่วนสุดท้ายทางด้านการประยุกต์ใช้งาน การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไปใช้ทั้งทางอุตสาหกรรม ทางการแพทย์ ทางการทหาร และทางการศึกษา สำหรับการศึกษาทางด้านจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค (SWOT) ทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศ รวมทั้งการวางกลยุทธ์ แผนปฏิบัตการ และกิจกรรมเพื่อพัฒนาประเทศทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ จึงได้ดำเนินการจัดประชุมระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ในส่วนของภาคการศึกษา ภาคอุตสาหรรม และการวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 3 ครั้ง
สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีรศ.ดร.สยาม เจริญเสียง ประธานโครงการ รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาโครงการดร.วรพจน์ อังกสิทธิ์ นักวิจัย ดร.อาบทิพย์ ธีรวงศ์กิจ นักวิจัยคุณพีรศิลป์ สันธนะพันธ์ ผู้ช่วยนักวิจัยคุณคมกฤช ทิพย์เกษร ผู้ช่วยนักวิจัยคุณอนุสรา มีชัย ผู้ประสานงานคุณวนิดา อิ่มทอง ผู้ประสานงานคุณณัฏฐา รักการดี ผู้ประสานงาน
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักวิจัย
งานที่ได้ดำเนินการในส่วนแรกเป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 – ปัจจุบัน เพื่อให้ทราบสถานภาพที่แท้จริงของประเทศเกี่ยวกับวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้านต่างๆได้แก่ ด้านการศึกษา เป็นการสำรวจหลักสูตรที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ในระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา พร้อมจำนวนบุคลากรที่ผลิตได้เพื่อรองรับสายงานทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ด้านการวิจัยและพัฒนา ได้ทำการสำรวจงานวิจัยต่างๆทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และส่วนสุดท้ายทางด้านการประยุกต์ใช้งาน การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไปใช้ทั้งทางอุตสาหกรรม ทางการแพทย์ ทางการทหาร และทางการศึกษา สำหรับการศึกษาทางด้านจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค (SWOT) ทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศ รวมทั้งการวางกลยุทธ์ แผนปฏิบัตการ และกิจกรรมเพื่อพัฒนาประเทศทางด้านวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ จึงได้ดำเนินการจัดประชุมระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ในส่วนของภาคการศึกษา ภาคอุตสาหรรม และการวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 3 ครั้ง
หุ่นยนต์ไทยสมองไหลเสียของ
“องค์การสหประชาชาติเคยประเมินไว้ว่า ปลายปี 2550 หุ่นยนต์จะยิ่งมีบทบาทสูง ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ทั่วโลกจะมีหุ่นยนต์รูปแบบต่าง ๆ ในบ้านราว 4.1 ล้านตัว ซึ่งแม้ไทยจะยังมีการใช้งานหุ่นยนต์ไม่สูงเท่าหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องหุ่นยนต์เพื่อให้ทันโลก ซึ่งในการเรียนรู้ก็ต้องพึ่งเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยการสนับสนุนของคนรุ่นเก่า” ...เป็นเนื้อความส่วนหนึ่งจากสกู๊ปเกี่ยวกับ “หุ่นยนต์” ที่ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” นำเสนอไปตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 2550 และแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ประเทศไทยก็ได้ชื่อเสียงด้านหุ่นยนต์อีก จาก “ความสามารถของเยาวชนไทย” นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่คว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัย สมัยที่ 4 และนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์เตะฟุตบอลขนาดเล็ก สมัยที่ 2 ขณะที่นักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รางวัลที่ 3 ซึ่งนี่มิใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมาเยาวชนไทยก็ทำได้มาแล้วหลายครั้ง นี่น่าจะถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญของ “หุ่นยนต์ไทย” แต่เอาเข้าจริงเราจะก้าวไปได้ถึงไหนยังต้องลุ้น ?!? ทั้งนี้ ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ไว้ประมาณว่า... “วันนี้ศักยภาพคน คือตัวเด็กไทย เดินไปได้ไกลและเป็นที่ยอมรับแล้ว แต่ปัญหาคือยังขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าไม่มีการส่งเสริมจริงจัง ไม่แน่ว่าสักวันเข็มขัดแชมป์โลกของไทยก็อาจกระเด็นหลุดจากมือไป เพราะทุกประเทศต่างก็หวังตำแหน่งนี้เช่นกัน” แต่กับเรื่องนี้ลึก ๆ แล้วคงมิใช่แค่เรื่องรักษาแชมป์ ในไทยมีสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมเมคคา ทรอนิกส์ ที่เกี่ยวกับ “หุ่นยนต์” ในระดับปริญญาตรี มากกว่า 10 แห่งขึ้นไป ถือว่ามีการเรียนการสอนเรื่อง “หุ่นยนต์” แพร่หลายไม่น้อยเลย ขณะที่ระดับนโยบายของประเทศ หุ่นยนต์ก็มิใช่เรื่องใหม่แล้ว เคยเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติของแผนด้านการพัฒนา เคยถูกเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เมื่อ 15 ม.ค. 2551 ในชื่อ “แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ” ซึ่งมีแนวคิดจาก “แผนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์ไทย” เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมกับความต้องการในภาคผลิตและภาคบริการ อาทิ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม หุ่นยนต์ทางการทหาร หุ่นยนต์ทางการแพทย์ รวมถึงด้านอื่น ๆ โดยมีการกำหนด 5 ด้านหลักคือ... 1.การพัฒนาบุคลากร 2.การพัฒนาเทคโนโลยี 3.การถ่ายทอดเทคโนโลยี 4.การพัฒนาอุตสาหกรรม 5.การพัฒนานโยบาย ณ วันนี้เรื่องความเก่งด้านหุ่นยนต์ของเยาวชนไทย...มีการแสดงออกมาเด่นชัดแล้ว หากแต่ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยโดยรวมจะได้รับจากศาสตร์ด้านหุ่นยนต์นี้...ดูจะยังไม่ชัดเจน ?!? ดร.กว้าน สีตะธนี รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ระบุกับ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... เรื่องหุ่นยนต์หรือที่นักวิชาการเรียกว่าระบบอัตโนมัตินี้เป็นยุทธศาสตร์ด้าน การพัฒนาที่สำคัญของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่างก็พยายามพัฒนาศักยภาพให้ก้าวล้ำเหนือกว่าประเทศคู่แข่ง และสำหรับประเทศไทย ในระดับบุคลากร จากผลงานของเยาวชนไทยที่ปรากฏก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่พร้อมจะรองรับเทคโน โลยีเกี่ยวกับหุ่นยนต์ได้แล้ว ที่สำคัญประเทศไทยเวลานี้ยังถือว่ามีความพร้อมด้านนี้มากกว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านใกล้ไทย แต่ปัญหาคือ ขณะนี้ทัศนคติผู้ประกอบการและสถาบันการศึกษายังไม่สอดคล้องกัน ผู้ประกอบการและนักลงทุนมีความกังวลใจในเรื่องความพร้อมของบุคลากร จนไม่กล้าที่จะนำเข้าและลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง “เยาวชนไทยเมื่อเรียนจบด้านนี้แล้วกลับไม่มีงานให้ทำ หรือไม่มีสถานประกอบการรองรับ เนื่องจากไม่ค่อยมีการลงทุนเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้หลายคนจำเป็นต้องไปทำงานกับบริษัทข้ามชาติ หรือออกไปทำงานในต่างประเทศ ไทยจึงประสบปัญหาสมองไหลออกนอกประเทศอย่างน่าเสียดาย” รอง ผอ.เนคเทค ระบุอีกว่า... ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางด้านหุ่นยนต์ในภูมิภาค แต่สำคัญคือ “รัฐต้องสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ด้วยท่าทีที่ชัดเจน เพื่อตอกย้ำและเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน ว่าประเทศไทยพร้อมรองรับเทคโนโลยีระดับสูง” ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ในแวดวงต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เพิ่มสูงขึ้น เพราะสามารถลดปัญหาความผิดพลาด ลดค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าได้มากขึ้น แต่สำหรับไทยการลงทุนหรือใช้งานเทคโนโลยีนี้ยังเกิดขึ้นน้อย ทั้งนี้ ถ้าวงจรเหล่านี้เกิดขึ้นในไทยจะเกิดมูลค่าเพิ่มกับประเทศมหาศาล นอกจากนี้ยังจะเป็นการยกระดับแรงงานไทยให้สูงขึ้น ช่วยแก้ ปัญหาการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือ รายได้จากภาคการผลิต รายได้จากภาคแรงงาน รวมถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ไทยจะได้จากการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ “ผลบวกจะเกิดกับประเทศไทยมหาศาล อันดับแรก...ประเทศไทยจะไม่สมองไหล เมื่อเด็กจบมาแล้วมีงานรองรับ องค์ความรู้เหล่านี้ก็จะไม่ไหลออกไปไหน อันดับสอง...ภาคการผลิตก็สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพหรือใช้เทคโนโลยีสูง ๆ ได้มากขึ้น เมื่อผลิตสินค้าที่มีราคามากขึ้น รายได้ของประเทศก็ย่อมเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งนี่เป็นผลพวงที่เราจะได้จากเทคโนโลยีหุ่นยนต์” ...ดร.กว้านระบุ วันนี้...คนไทยรุ่นใหม่เก่งเรื่อง “หุ่นยนต์” ไม่แพ้ชาติไหน แต่...ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความเก่งนี้จะถูกใช้อย่างคุ้มค่า ??.
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
"บิ๊กด๊อก" หุ่นยนต์สงครามสำหรับแบกสัมภาระทหาร
ดูข้อมูลเทคโนโลยี "หุ่นยนต์ 4 ขา" รุ่นนี้ของสหรัฐอเมริกาแล้วก็น่าเสียดาย ที่ฝ่ายผู้พัฒนาตั้งเป้าไว้ว่าจะนำไปใช้ใน "สงคราม" เพราะถ้านำมาใช้ช่วยเหลือผู้พิการหรือผู้สูงอายุ คงจะมีประโยชน์มากกว่าไม่รู้กี่เท่า! นั่นก็คือหุ่นยนต์ 4 ขา ที่มีชื่อรหัสโครงการ "บิ๊กด๊อก" (หมาใหญ่) โครงสร้างออกแบบคล้ายกับสุนัขตัวใหญ่ยักษ์ หนัก 75 กิโลกรัม เป็นผลงานการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทเอกชน "บอสตันไดนามิกส์" กับ "ดาร์ปา" หน่วยงานวิจัยอาวุธไฮเทคของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์การผลิตก็เพื่อใช้เป็น "ผู้ช่วยแบกเครื่องหลัง-สัมภาระ" ให้กับทหารอเมริกันยามออกสู่สนามรบ ข้อมูลเบื้องต้นเท่าที่เปิดเผยสู่สาธารณะระบุว่า หุ่นยนต์หมาใหญ่แบกบรรทุกสัมภาระได้หนักสูงสุดประมาณ 54 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเพียงพอ เนื่องจากเครื่องหลังทหารโดยทั่วไปจะหนัก 30 กิโลกรัมเศษๆ
"ขากล" ทั้ง 4 ข้างของ "บิ๊กด๊อก" เคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับขาของสัตว์ที่มีชีวิตจริงๆ นอกจากนั้น ตามข้อต่อต่างๆ ของขากลยังมีระบบดูดซับแรงสั่นสะเทือน สามารถย่ำบุกตะลุยผ่านสภาพภูมิประเทศทุรกันดาร เช่น มีหล่มโคลน หรือมีหิมะปกคลุม ภายใน "ลำตัว" ของหุ่นยนต์สงครามตัวนี้ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ควบคุมระบบการทำงานต่างๆ เช่น
การจ่ายไฮดรอลิก การควบคุมแรงดันของขากล ความเร็วการเคลื่อนที่ ระบบชาร์จไฟ รวมถึงเซ็นเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ด้วยเทคโนโลยีดีๆ แบบนี้ ถ้ารัฐบาลสหรัฐคิดพัฒนา "บิ๊กด๊อก" ขึ้นมาเพื่อใช้มันเป็น "ผู้ช่วย" คนพิการหรือผู้สูงอายุแบกสิ่งของสัมภาระต่างๆ แล้วล่ะก็ โลกเราคงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ!
"ขากล" ทั้ง 4 ข้างของ "บิ๊กด๊อก" เคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับขาของสัตว์ที่มีชีวิตจริงๆ นอกจากนั้น ตามข้อต่อต่างๆ ของขากลยังมีระบบดูดซับแรงสั่นสะเทือน สามารถย่ำบุกตะลุยผ่านสภาพภูมิประเทศทุรกันดาร เช่น มีหล่มโคลน หรือมีหิมะปกคลุม ภายใน "ลำตัว" ของหุ่นยนต์สงครามตัวนี้ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ควบคุมระบบการทำงานต่างๆ เช่น
การจ่ายไฮดรอลิก การควบคุมแรงดันของขากล ความเร็วการเคลื่อนที่ ระบบชาร์จไฟ รวมถึงเซ็นเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ด้วยเทคโนโลยีดีๆ แบบนี้ ถ้ารัฐบาลสหรัฐคิดพัฒนา "บิ๊กด๊อก" ขึ้นมาเพื่อใช้มันเป็น "ผู้ช่วย" คนพิการหรือผู้สูงอายุแบกสิ่งของสัมภาระต่างๆ แล้วล่ะก็ โลกเราคงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ!
พัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการทำสงคราม
นักวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการทหารของสหรัฐฯ และนักออกแบบหุ่นยนต์ ร่วมมือกันพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการทำสงคราม ซึ่งคาดว่าจะสามารถพบเห็นได้เป็นครั้งแรกในสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิรัก หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯศึกษาบทเรียนต่างๆจากสงครามในอัฟกานิสถานมาแล้ว
บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ในสหรัฐฯ รวมทั้งบริษัท "ไอโรบ็อต" ได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการสำรวจพื้นที่ทุรกันดาร รวมทั้งสามารถทดสอบพื้นที่ที่มีการใช้อาวุธเคมีชีวภาพ ขณะเดียวกัน ยังสามารถเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับตัวเอง เช่น การพลิกตัวกลับเมื่อล้มคว่ำ หรือการติดตามหาหนทางกลับสู่ฐานทัพเองหากสูญเสียการติดต่อสื่อสารกับฐาน
เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผู้รับผิดชอบการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการทหารของสหรัฐฯเชื่อว่า การใช้หุ่นยนต์ทำสงครามแทนมนุษย์ จะช่วยลดการสูญเสียชีวิตของทหาร โดยกองทัพสหรัฐฯเคยส่งหุ่นยนต์ที่มีชื่อว่า "แพ็กบ็อต" ของบริษัทไอโรบ็อต เข้าปฏิบัติการทางทหารในอัฟกานิสถานมาแล้ว ก่อนหน้าปฏิบัติการสงครามในอัฟกานิสถาน ทหารสหรัฐฯเคยใช้หุ่นยนต์เพื่อการค้นหาและช่วยเหลือ รวมทั้งเก็บกู้วัตถุระเบิด แต่โครงการพัฒนาหุ่นยนต์ดังกล่าวยังคงถูกมองว่าเป็นโครงการระยะยาว เพราะกองทัพสหรัฐฯหันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องบินปราศจากคนขับ ซึ่งถือเป็นหุ่นยนต์บินที่พัฒนาขึ้นง่ายกว่าหุ่นยนต์บนภาคพื้นดินปัจจุบัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้ขอให้ไอโรบ็อตพัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอขึ้น เพื่อปรับปรุงความสามารถของ "แพ็กบ็อต" เพื่อให้มันสามารถเคลื่อนตัวได้คล้ายกับรถถังขนาดเล็ก ปีนบันได และปฏิบัติภารกิจใต้น้ำได้ลึก 3 เมตร โดยนักสังเกตการณ์คาดว่าหุ่นยนต์ "แพ็กบ็อต" รุ่นใหม่ จะปรากฏตัวให้เห็นในสงครามอิรักอย่างเต็มรูปแบบ.
อ้างอิงจาก http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=94
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
หุ่นยนต์โครงสร้างเจ็ดขา
ปัจจุบันนี้หุ่นยนต์มีบทบาทอย่างมากในด้านการสำรวจพื้นที่ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่น การสำรวจอวกาศ พื้นที่ที่มีกับระเบิด หรือพื้นที่ที่มีสารกัมมันตรังสี เป็นต้น ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวส่วนมากเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถคาดหมายได้ว่าจะมีลักษณะเช่นใดและอาจเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง หุ่นยนต์ที่ใช้ล้อในการเคลื่อนที่จึงไม่เหมาะสมในการสำรวจ ข้อเสียของหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยล้อนั้นโดยส่วนใหญ่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถเคลื่อนที่ข้ามสิ่งกีดขวางที่มีความสูงมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อได้และมีโอกาสล้มคว่ำมากกว่าหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยขา หุ่นยนต์เคลื่อนที่ด้วยขามีความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศมากกว่า เนื่องจากขาที่รองรับตัวหุ่นยนต์ทำให้หุ่นยนต์สามารถรักษาระดับของตัวหุ่นยนต์ให้ขนานกับพื้น และสามารถตัดหรือลดผลกระทบของภูมิประเทศที่มีต่อตัวหุ่นยนต์ได้ นอกจากนี้หุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยขามีลักษณะเฉพาะคือ การเคลื่อนที่แบบค่อยเป็นค่อยไป (incremental motion) ในทิศทางใดก็ได้ ซึ่งทำให้สามารถทำวางแผนการเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น
ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีได้ออกแบบและสร้างหุ่นยนต์โครงสร้างเจ็ดขา : Frame Walker ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้หุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบเพื่อดำเนินการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีทางด้านหุ่นยนต์เคลื่อนที่โดยใช้ขา โดยงานวิจัยพื้นฐานที่จะใช้หุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นฐานในการทดลองเรื่องความสามารถในการเคลื่อนที่เชิงปริมาณ (quantification of mobility) โดยอาศัยการวิเคราะห์ความแคล่วคล่อง (dexterity) เป็นหลัก
หุ่นยนต์โครงสร้างเจ็ดขา (Frame Walker) โดยเป็นหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยขาแบบขาตั้งฉากทำให้สามารถรักษาระดับของตัวหุ่นได้ Frame walker ประกอบด้วยสอง sub frame คือ body frame มีสี่ขา และ T-frame มีสามขา แต่ละขามีหนึ่งองศาอิสระเป็นแบบข้อพริสเมติคเคลื่อนที่ขึ้นและลงในแนวดิ่งเท่านั้น แต่ละขาของหุ่นยนต์ติดตั้งลิมิตสวิตช์เพื่อส่งสัญญาณควบคุมการเคลื่อนที่ของขาเมื่อเคลื่อนที่ลงถึงพื้นและเคลื่อนที่ขึ้นและป้องกันไม่ให้ขาเคลื่อนที่เกินระยะที่กำหนด (joint limit) ตัว body frame มีสององศาอิสระในการเคลื่อนที่บนระนาบ ประกอบด้วยข้อพริสเมติคใช้ในการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ให้ได้ระยะทางที่ต้องการและข้อหมุนสำหรับหมุนตัวหุ่นยนต์ไปในทิศทางที่ต้องการ ดังนั้นหุ่นยนต์ Frame Walker จึงมีเก้าองศาอิสระ นั่นคือขาทั้งเจ็ดจะเป็นจุดรองรับและรักษาระดับของตัวหุ่นยนต์ ส่วน body frame จะเป็นส่วนที่เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ โดยการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งของขาและการเคลื่อนที่บนระนาบไม่เกี่ยวข้องกัน โดยแต่ละส่วนสลับกันเคลื่อนที่เพื่อให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปในทิศทางต่างๆ ตามลักษณะท่าทาง (gait) ที่ต้องการได้
การวิเคราะห์ความแคล่วคล่อง โดยทั่วไปนั้นพิจารณาเฉพาะตัวของหุ่นยนต์เท่านั้นไม่ได้รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่หุ่นยนต์ต้องทำงาน แต่หุ่นยนต์จำต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเสมอจึงไม่สามารถนำผลวิเคราะห์ไปใช้ในงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราได้ทำการวิเคราะห์ความแคล่วคล่องโดยรวมตัวหุ่นยนต์และสิ่งแวดล้อมที่หุ่นยนต์ทำงานเข้าเป็นระบบเดียวกัน โดยพิจารณาหุ่นยนต์เดินแบบกึ่งอัตโนมัติ (semi-autonomous walking machine) : Frame Walker กับงานที่หุ่นยนต์กระทำได้แก่การเคลื่อนที่หลบผ่านสิ่งกีดขวางและหลีกเลี่ยงการเคลื่อนที่แบบวนซ้ำ (local minima) โดยกำหนดลักษณะของพื้นที่ไว้ล่วงหน้า ขั้นตอนการวิเคราะห์เริ่มจากการคำนวณหาดรรชนีความยาก (index of difficulty) จากทฤษฎีด้านข้อมูล (information theory) ดรรชนีนี้ชี้ความยากง่ายในงานที่หุ่นยนต์ต้องกระทำ และสุดท้ายทำการวิเคราะห์หาความแคล่วคล่องของหุ่นยนต์ เมื่อค่านี้เป็นบวกสามารถแน่ใจว่า หุ่นยนต์สามารถทำงานที่ต้องการนั้นได้ ผลที่ได้สามารถใช้เป็นแนวทางในการออกแบบรูปร่าง ระบบทางกล และระบบควบคุมของหุ่นยนต์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
